5 กิจกรรมกล้วยๆ ส่งเสริมสมอง


5 กิจกรรมกล้วยๆ ซึ่งสามารถฝึกฝนกันได้ทุกแห่ง วันแล้ววันเล่า ช่วยให้มีผลดีต่อร่างกายจิตใจ ปรับปรุงสมอง เพิ่มความจำ ชะลอสภาวะโรคสมองเสื่อม ลดเครียด และก็ลดภาวการณ์เหงาหงอยได้

อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า การลับสมองให้ตื่นตัวนั้น จะช่วยส่งผลในด้านดีต่อร่างกายดวงใจที่อดทน สามารถช่วยคุ้มครองความตึงเครียด ลดสภาวะไม่มีชีวิตชีวา ชะลอภาวการณ์โรคสมองเสื่อม ตลอดจนช่วยทำให้ปรับปรุงแนวทางการทำงานของสมองได้ ซึ่งการลับสมองนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนจนถึงหนักมากจนเกินไป แต่ว่าสามารถฝึกหัดได้อย่างง่ายดายทุกๆ ที่ ทุกวี่ทุกวัน ในขณะที่ปฏิบัติงาน ที่บ้าน หรือทุกๆ ที่ ที่สบาย มี 5 กิจกรรม ที่ทำทุกวี่ทุกวันแล้วจิตใจดี มีดังนี้

1. สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ(Experience something new) เมื่อพบเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ สมองจะพินิจพิจารณาแล้วก็ปรับให้เข้ากับเหตุการณ์ การลับสมองสามารถทำกิจกรรมกล้วยๆ เช่น แต่งหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เปลี่ยนเส้นทางใหม่จากบ้านไปสถานที่สำหรับทำงาน เยี่ยมชมสถานที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไป ฟังเพลงแนวอื่นๆ บ้าง พบปะสนทนาผู้คนใหม่ๆ เป็นการปรับปรุงความยืดหยุ่นของสมอง และก็การทำงานผสานกันระหว่างสมองทั้งสองข้างให้สมดุล

2. การติดต่อสื่อสารกับสังคม (Connect social) การมีความเกี่ยวข้องด้านสังคมแบบตัวต่อตัว ฝึกฝนให้สมองคิดและแสดงออกอย่างเหมาะควร ดังเช่นว่า เสวนากับคนรับหรือส่ง E-mail ที่พวกเรากำลังติดต่อ ตอบโต้กับผู้คนเป็นการส่วนตัวมากเพิ่มขึ้นหรือพบปะสนทนากันเยอะขึ้น ไปร่วมงานกิจกรรมทางด้านสังคม เพื่อปรับปรุงระบบการติดต่อสื่อสารให้มีคุณภาพเยอะขึ้น

3. การต่อจิ๊กซอร์ (Do puzzles) หรือการเล่นเกมต่างๆ ปัญหา คำทาย การถอดรหัส แนวคิดเชิงสิ่งที่เป็นนามธรรม การแก้ไขปัญหาทางเลข รวมทั้งการหาคำตอบ จะช่วยทำให้สมองปรับปรุง ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเกมบอร์ดต่างๆ หมากรุก เกมปัญหาอักษรไขว้ เกม Sudoku ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเรียน เพิ่มความจำ ลดภาวการณ์โรคสมองเสื่อม รวมทั้งสามารถคิดแผนขจัดปัญหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น

4. ซาบซึ้งกับความต้องการอยากจะรู้ และก็งานที่ชอบทำในเวลาว่างที่ถูกใจ (Indulge in your curiosities and hobbies) มีสิ่งที่น่าดึงดูดเยอะแยะในจักรวาล แต่ละชุมชนมีที่ไปที่มาของตน ปลุกความพอใจเก่าๆ ขึ้นมา แล้วเริ่มต้นใหม่ โดยพิมพ์สิ่งที่พอใจลงใน google ได้แก่ กีฬา ดนตรี ศิลป์ จิตรกรรม ประวัติศาสตร์ หนังสือ บทประพันธ์ การเขียนหนังสือ เว็บ บล็อกต่างๆ ฯลฯ กิจกรรมดังที่กล่าวมาแล้วจะช่วยกระตุ้นรูปแบบการทำงานของระบบประสาทต่างๆ ให้ปฏิบัติงานปราดเปรียวรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ

5. นอนให้พอเพียง (Getting enough sleep) สมองมีพลังเมื่ออยู่ในความสงบเงียบ การนอนที่พอเพียง เป็น ช่วงเวลาดีๆของการพัฒนาสมอง เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการนอน จะต้องปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆพวกนี้ ยกตัวอย่างเช่น ปรับห้องนอนให้มืดที่สุด เลี่ยงการนอนในตอนกลางวัน เลี่ยงตัวกระตุ้นก่อนนอน ได้แก่ งดเว้นดื่มชา กาแฟ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ เชื่อมโยงการนอนกับเตียง เมื่อการนอนมีคุณภาพจะมีผลให้มีสมาธิ มองโลกในแง่ดี บรรเทา และก็ช่วยลดสภาวะเครียดเหงาหงอยได้

ปลาร้า ทานแล้วเสี่ยงโรคพยาธิตับ กับมะเร็งจริงหรือ ?

ปลาร้า ทานแล้วเสี่ยงโรคพยาธิตับ กับมะเร็งจริงหรือ
ปลาร้าเป็นอาหารคู่บ้านคู่เมืองคนไทยมาแต่ไหนแต่เรไม่ว่าจะทานดิบ หรือทานแบบต้ม หรือนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ แกงอ่อม แกงเห็ด น้ำยาหนมจีน แกงต่างๆ ล้วนก็ใช้ปลาร้าเป็นวัตถุดิบ ดังนั้นหากเราไม่รู้วิธีทำให้สามารถทานได้อย่างปลอดภัยก็จะทำให้เราเสี่ยงอันตรายได้เช่นกัน กับโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เราไปดูกันดีกว่าว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. พยาธิใบไม้ตับ
พยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิใบไม้ชนิดหนึ่งที่ตัวแก่อาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของคน สุนัขและแมว ซึ่งเป็นพยาธิชนิดที่สามารถพบได้ในปลาดิบ เนื้อปลาร้าดิบ น้ำปลาร้าดิบ ที่เรียกว่าพยาธิใบไม้เพราะลักษณะของพยาธิจะมีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ส่วนหัวและท้ายเรียวมน ขนาดยาว 5-10 มิลลิเมตร กว้าง 0.7-1.5 มิลลิเมตร สีแดงเรื่อคล้ายสีโลหิตจางๆ

การรับปลาทานปลาร้าอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคโดยทันที แต่จะสะสมไปเรื่อยๆ จนแสดงอาการออกมาในที่สุด โดยจะเริ่มแสดงอาการ ให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นท้องที่ใต้ชายโครงขวา อาจจุกแน่นไปที่ใต้ลิ้นปี่ ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นมาก่อนหน้านี้ แต่เราไม่ทราบสาเหตุและคิดว่าเป็นเพียงอาการทั่วไปของสุขภาพสามารถหายได้เอง ได้แก่ เบื่ออาหาร ท้องอืด ตับโต ถ่ายเหลวเป็นบางครั้ง มีไข้ต่ำ ๆ มีอาการ “ออกร้อน” ในระยะท้ายของโรคผู้ป่วยอาจมี ท่อน้ำดีอุดตัน เกิดภาวะตัวเหลืองหรือดีซ่าน มีตับโตมาก คลำได้เป็นก้อนแข็ง ผิวขรุขระ ตับนุ่มอ่อน มีน้ำในช่องท้องและมีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยอ่อนเพลีย น้ำหนักลด และลุกลามไปยังอวัยวะระบบอื่น ๆ อาการจะทรุดหนักและเสียชีวิต

2. มะเร็งท่อน้ำดี
มะเร็งท่อน้ำดี อาจเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของโรคพยาธิใบไม้ตับ เพราะเมื่อมีอาการหนักขึ้นเพราะมีการสะสมมาระยะเวลานาน ระยะท้ายๆ อาจเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีได้ เนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นพยาธิชนิดเดียวในประเทศไทยที่องค์การอนามัยโลกยอมรับ และจัดให้เป็นเชื้อก่อมะเร็ง นอกจากนี้ในปลาร้าดิบจะมีสารไนโตรซามีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายอีกด้วย

มะเร็งเต้านม รักษาได้หากรู้ทัน

มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและทั่วโลก และน่าทุกข์ใจแค่ไหน ถ้าหากเราต้องเสียหน้าอกไปให้กับมะเร็ง ทำไมเราจะต้องรอให้ตัวเองเป็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยรักษา ทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็ง หากพบก็จะได้พบตั้งแต่ในระยะแรกเพื่อจะได้รักษาได้ทันมีโอกาสรอดชีวิตและรักษาให้หายได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การตรวจเบื้องต้นด้วยตนเอง ด้วยการตรวจดูที่เต้านม โดยการคลำ หากพบก้อนอะไรสักอย่าง แสดงว่ามีความเสี่ยง หรือทำการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทำให้พบหินปูนหรือก้อนขนาดเล็กที่คลำไม่เจอ ซึ่งจะทำให้ตรวจเจอพบมะเร็งในระยะแรกได้ และในเดือนตุลาคมทั่วโลกร่วมใจกันรณรงค์ป้องกันภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม

ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ โอกาสหายสูง
ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ความสำคัญเพราะมะเร็งเต้านมในระยะแรกไม่มีอาการ การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยจะทำให้สามารถพบความผิดปกติในระยะแรกได้ การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมเป็นเทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับการตรวจเอกซเรย์ แต่ใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป 30-60% วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการตรวจหามะเร็งเต้านมเพราะภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงอาจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทั้งนี้สามารถเห็นถึงจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติขนาดเล็ก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและค้นหาความผิดปกติของเต้านมได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมเป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ซึ่งสามารถบอกความแตกต่างขององค์ประกอบเนื้อเยื่อได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเต้านมปกติ เป็นถุงน้ำ หรือเป็นก้อนเนื้อ หากพบว่าเป็นก้อนเนื้อ อัลตร้าซาวด์จะช่วยบอกว่าก้อนเนื้อนั้นมีความเสี่ยงหรือความน่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ อีกทั้งการอัลตร้าซาวด์ยังมีความสามารถในการตรวจพบความผิดปกติของเต้านมในผู้ป่วยบางรายที่เนื้อเต้านมมีความหนาแน่นได้ แต่อย่างไรการใช้วิธีอัลตร้าซาวด์ก็ยังคงไม่สามารถตรวจพบหินปูนได้

ดังนั้นการใช้วิธีการตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมและวิธีอัลตร้าซาวด์เต้านมจึงควรที่จะทำควบคู่กันเพราะจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าในการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก ซึ่งช่วยให้การวางแผนการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้หากทำการตรวจแล้วพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก หากรักษาทันในบางรายก็จะสามารถเก็บเต้านมไว้ได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเต้านมออก โดยใช้วิธีทางศัลยกรรมตกแต่งเข้ามาช่วยในการตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออก โดยออกแบบบาดแผล และกะเกณฑ์ปริมาณเนื้อเยื่อเต้านมบริเวณที่จะผ่าตัดออก เพื่อป้องกันไม่ให้เต้านมเกิดการเสียรูปทรง หรือบิดเบี้ยวหลังผ่าตัด

หากต้องผ่าตัดเต้านมออก ก็สามารถเสริมเต้านมได้ทันที
ในบางรายที่ทำการรักษาแล้วไม่สามารถควบคุมเชื้อให้อยู่ในบริเวณเล็กๆ ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเต้านมออกหมด แต่ทั้งนี้สามารถทำการผ่าตัดสร้างเสริมเต้านมได้ทันทีด้วยการใช้เต้านมเทียม หรือการใช้เนื้อเยื่อของตัวผู้ป่วยเอง โดยเนื้อเยื่อที่นิยมใช้ ได้แก่ กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง กล้ามเนื้อและไขมันบริเวณหลัง ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังจะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อย เพราะการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยการสร้างเต้านมเทียมขึ้นมานั้นทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากเต้านมที่สร้างขึ้นใหม่เหมือนเต้านมจริงทั้งด้านรูปร่างและลักษณะ การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมใหม่ภายหลังตัดเต้านมออกทั้งเต้าสามารถทำในคราวเดียวกัน โดยใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 4-6 ชม. ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกนั่งบนเตียงและลุกเดินได้ และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล 5-7 วัน ผู้ป่วยก็สามารถกลับบ้านได้

ชาร์โคล ในอาหารดีต่อสุขภาพจริงหรอ

สมัยก่อนที่ทุกอย่างจะต้องเป็น “ชาเขียว” ไม่ว่าจะเครื่องดื่ม อาหาร ขนมหวาน ไปจนถึงน้ำหอม หรือแม้กระทั่งกลิ่นของผ้าอนามัยยังชาเขียว เพราะเกิดจากความฮิตของชาเขียวที่ทำให้ผู้ผลิตดึงชาเขียวมาเป็นจุดเด่นของสินค้า สำหรับสมัยนี้เห็นทีจะเป็น “ชาร์โคล” หรือชื่อบ้านๆ อีกชื่อหนึ่งคือ “ถ่าน” หรือ “ผงถ่าน” ที่เป็นสีดำๆ ดูไม่น่าพิสมัย แต่กลับถูกนำไปเป็นส่วนผสมของอาหาร และผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่โฆษณาว่าดีต่อสุขภาพ ช่วยกำจัดกลิ่น หรือช่วยดูดซับสิ่งสกปรกออกไปอย่างหมดจด ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ไอศกรีม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่จริงๆ แล้ว ชาร์โคล มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายขนาดนั้นจริงหรือไม่?

ชาร์โคล คืออะไร?
ถ้าให้แปลตรงตัว ชาร์โคล ก็หมายถึง “ถ่าน” สีดำๆ ที่เราเห็นกันนั่นแหละ แต่ชาร์โคลที่เราพูดถึงกันในวงการอุตสาหกรรมอาหาร เราหมายถึง ผงถ่านที่ได้มาจากกากมะพร้าวเผา หรือผงถ่านไม้ไผ่ ที่มักจำไปผสมในอาหารเพื่อให้อาหารมีสีดำ หรือเทาเข้ม เช่น ขนมปัง ไอศกรีม

ในขณะที่บ้านเรา รวมไปถึงในหลายๆ ประเทศกำลังทานอาหารสีดำ และพากันถ่ายรูปอัปโหลดลง social media กันอย่างสนุกสนาน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากลับออกมาประกาศห้ามใช้ “ชาร์โคล” เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เพราะถือว่าเป็นวัตถุเจือปนในอาหารที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ใส่ลงไปในอาหารเพื่อการจัดจำหน่าย

ประโยชน์ของ ชาร์โคล
สำหรับวงการแพทย์ ชาร์โคล หมายถึง แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล (Activated Charcoal หรือถ่านกัมมันต์) หรือถ่านที่นำไปผ่านกระบวนการความร้อนสูง เพื่อทำให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค และนำไปบดเป็นผงเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องการพลังของถ่านเพื่อดูดซับเอาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการออกมา

ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี ให้ข้อมูลไว้ว่า แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล ใช้เป็นหนึ่งในยาที่อยู่ในกลุ่มยาต้านพิษ มีลักษณะเป็นผงๆ หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “ผงถ่าน” จะใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยา หรือสารพิษบางชนิดเกินขนาด โดยผงถ่านจะเข้าไปยับยั้ง หรือลดการดูดซึมยา หรือสารพิษที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไป โดยให้หลังจากผ่านการล้างท้อง หรือ การทำให้อาเจียนด้วย ipecac syrup และอาจให้ทานผงถ่านซ้ำๆ เพื่อเพิ่มการขับถ่ายยาหรือสารพิษออกจากร่างกาย ในกรณีที่เป็นพิษจากยาหรือสารพิษ นอกจากนี้ยังอาจนำ แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล ไปผสมในยาตัวอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอาการอื่นๆ เช่น ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในท้องมากจนทำให้ปวดท้อง เป็นต้น

ผลข้างเคียงที่อันตรายของชาร์โคล
การทานอาหารที่มีส่วนผสมของชาร์โคลที่ไม่ได้มีปริมาณมากเพียงพอที่จะออกฤทธิ์อะไรในร่างกาย (เพียง 250-500 มิลลิกรัม ในขณะที่ทางการแพทย์จะใช้มากถึง 50-100 กรัมในการรักษาผู้ป่วย) อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการดูดซับสารพิษอะไรใดๆ ในร่างกาย และชาร์โคลก็ไม่ได้เข้าไปไหลเวียนอยู่ในโลหิต เป็นเพียงสารตกค้างที่เหลืออยู่ในกระเพาะอาหารเท่านั้น นอกจากนี้ชาร์โคลที่ทานเข้าไป อาจเข้าไปดูดซับยาที่กำลังทานอยู่ให้มีประสิทธิภาพด้อยลงได้

นอกจากนี้มูลนิธิสุขภาพช่องปาก (The Oral Health Foundation) ของอังกฤษ ก็ออกมายืนยันแล้วว่า ยาสีฟันชาร์โคลไม่ได้ช่วยให้ฟันขาวขึ้นแต่อย่างใด และในทางกลับกัน ยาสีฟันชาร์โคลอาจทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพฟันที่ตามมาด้วย เพราะมีส่วนผสมที่ไม่ได้ช่วยในการป้องกันฟันผุได้ดีเพียงพออีกด้วย

ดังนั้น อาจพูดได้ว่า ชาร์โคลที่อยู่ในอาหาร และผลิตภัณฑ์ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพในการดูดซับสิ่งสกปรก หรือดีต่อสุขภาพอย่างที่โฆษณาไว้ เพราะนอกจากปริมาณของชาร์โคลที่ใส่ลงไปจะไม่มากพอที่จะให้เกิดการออกฤทธิ์ใดๆ แล้ว ยังอาจสิ้นเปลืองไปกับอาหารและสินค้าเหล่านี้ที่อาจมีราคาสูงกว่าปกติ แต่ทั้งนี้เมื่อปริมาณของชาร์โคลที่อยู่ในอาหาร และสินค้าเหล่านี้มีไม่มาก นั่นก็รวมถึงความปลอดภัยจากอาหาร และสินค้าเหล่านั้นที่ยังอาจไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายมากนักเช่นกัน นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากงานวิจัยใหม่ๆ ที่กำลังตามมาในไม่ช้านี้

อาหารเสริมบำรุงตับ LIVPRO ที่ดีต่อตับอย่างแท้จริง

อินซูลิน คืออะไร

อินซูลิน คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮาน  (islets of Langerhans) พบได้ในตับอ่อน โดย อินซูลินนั้น จะมีหน้าที่ช่วยให้น้ำตาลกลูโคส (ส่วนที่เล็กที่สุดของโมเลกุลน้ำตาลที่ถูกร่างกายย่อยแล้ว) ซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกาย และเซลล์นร่างกายจะใช้กลูโคสเป็นพลังงานเพื่อทำหน้าที่ต่างๆในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เราสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆได้ โดยกิจกรรมทั้งหมด ที่เราทำอยู่ทุกๆวันนั้น ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการช่วย หากอินซูลินมีน้อยหรือไม่มีเลย การส่งผ่านกลูโคสเข้าสู่เซลล์ร่างกายจะเกิดขึ้นน้อย และน้ำตาลที่ย่อยแล้วและถูกดูดซึมเข้าไปก็จะคั่งอยู่บริเวณกระแสเลือด เนื่องจากเซลล์ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ น้ำตาลส่วนที่คั่งอยู่นี้เองจะถูกขับออกถ่ายอกทางปัสสาวะ และเราเรียกกระบวนการนี้ว่า ภาวะขาดอินซูลิน หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีกับโรคที่มีชื่อว่า  “เบาหวาน” คนที่เป็นเบาหวานเมื่อตรวจเลือดจึงพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ เมื่อตรวจปัสสาวะก็จะพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะ ซึ่งปกติคนทั่วๆไปจะตรวจไม่พบ

 

คนที่เป็นเบาหวาน คือคนที่กลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮาน เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างอินซูลินได้ในปริมาณน้อยกว่าคนทั่วๆไป และอะไรเป็นสาเหตุให้เซลล์แลงเกอร์ฮานทำงานได้ไม่ดีเท่าๆกับคนอื่นนั้นยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัด  แต่พบแล้วว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการตั้งแต่เด็กๆ แต่ส่วนมากเบาหวานมักจะพบในช่วงวัยกลางคน ที่มีอายุโดยเฉลี่ยน 40 ปีขึ้นไป

 

สำหรับโรคเบาหวานนั้น ปัจจุบันวิธีการรักษาคือการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คือทำอย่างไรร่างกายจึงจะมีอินซูลินใช้อย่างพอเพียงเพื่อที่เซลล์ร่างกายจะเอาน้ำตาลเข้าไปใช้ในเซลล์ได้ วิธีการก็คือให้ยากระตุ้นให้กลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮานทำงานมากขึ้น ยาบางชนิดก็เป็นยาที่ช่วยให้เซลล์จับน้ำตาลได้เก่งขึ้น หรือกระทั่งการใช้ฮอร์โมนอินซูลินที่สกัดจากตับอ่อนของสัตว์บางชนิดฉีดเข้าไปในร่างกายของคนที่เป็นเบาหวาน วิธีการรักษาเช่นนี้ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานต้องการการรักษาที่ต่อเนื่อง เมื่อใดที่หยุดใช้ยาร่างกายก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม คือมีอินซูลินน้อย ร่างกายไม่มีน้ำตาลใช้ทั้ง ๆ ที่น้ำตาลล้นเกินอยู่ในกระแสเลือด

 

อาหารเสริมบำรุงตับ LIVPRO ที่ดีต่อตับอย่างแท้จริง