กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ต้องรับมืออย่างถูกวิธี

กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ
สัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอปัญหาการเจ็บปวดที่พบได้บ่อยๆในชีวิตประจำวันของทุกๆท่าน ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยประสบปัญหาเรื่อง “กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ” ตลอดชีวิตอย่างแน่นอน คงจะมีแต่อาการของกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ แล้วท่านอาจจะไม่ทราบว่าเป็นเรื่องเดียวกันนี้มากกว่า เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ผมใคร่ขอทบทวนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและการทำงานที่เกี่ยวเนื่อง ดังนี้

กล้ามเนื้อในร่างกายมีมากกว่า 600 มัด

ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าในร่างกายของมนุษย์เรานั้น มีกล้ามเนื้อรวมกันแล้วมากกว่า 600 มัด อาจยกตัวอย่างว่ามีกล้ามเนื้ออยู่ที่ไหนบ้างในร่างกาย ให้ท่านผู้อ่านได้พอทราบเป็นสังเขปดังนี้ :

ที่ใดในร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวได้แสดงว่าที่นั้นๆจะมีกล้ามเนื้ออยู่ด้วย เช่น มือและข้อมือ มีการเคลื่อนไหว กำมือ เหยียดนิ้ว กระดกข้อมือขึ้นลง คว่ำมือ หงายมือ ย่อมต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ โดยกล้ามเนื้อจะเกาะในแต่ละตำแหน่งของกระดูกแตกต่างกันไป จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ในหลายๆทิศทางแตกต่างกันออกไป สำหรับในส่วนที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจากภายนอก เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ มดลูก ล้วนแล้วแต่มีกล้ามเนื้อ เพื่อว่าเวลากล้ามเนื้อหดตัว การทำหน้าที่ของแต่ละอวัยวะก็จะเกิดขึ้น

องค์ประกอบและชนิดของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อแต่ละมัด จะประกอบด้วยใยกล้ามเนื้อเป็นเหมือนเส้นๆมารวมกันเป็นมัดกล้ามเนื้อ โดยจะประกอบไปด้วยใยกล้ามเนื้อเหล่านี้เป็นพัน / หมื่นเส้น กล้ามเนื้อเหล่านี้เวลาทำงานจะเกิดการหดตัวและหย่อนสลับกันไป เพื่อเกิดแรงดึงในตัวกล้ามเนื้อนั้นๆเกิดขึ้น

กล้ามเนื้อเวลาจะไปเกาะที่ตัวกระดูกต่างๆ กล้ามเนื้อบางมัดจะเกาะด้วยตัวกล้ามเนื้อเอง บางมัดส่วนปลายของกล้ามเนื้อจะกลายเป็นเอ็น (Tendon) ก่อนที่เอ็นนั้นๆ จะไปเกาะตัวกระดูกอีกที่หนึ่ง ดังนั้นเมื่อเกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อ จะเกิดแรงดึงในกล้ามเนื้อหรือเอ็นที่ยึดกระดูก ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ

มีความสับสนในการใช้ศัพท์ภาษาไทย คำว่า “เอ็น” ซึ่งอาจเป็นเอ็น (Tendon) ที่ต่อเนื่องมาจากกล้ามเนื้อก่อนที่จะไปเกาะที่กระดูกตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหรืออาจเป็น “เอ็น” ที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า Ligament ซึ่งหมายถึง ส่วนที่ยึดระหว่างกระดูก 2 ชิ้นตรงบริเวณที่ประกอบเป็นข้อต่อ (Joint) เพื่อให้เกิดความแข็งแรงของข้อต่อนั้นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ เอ็นยึดข้อเท้าครูซิเอทลิกาเมนท์ (Cruciate Ligament) หรือที่ปัจจุบันมักนิยมเรียกเป็นภาษาไทยว่า “เอ็นไขว้” เพราะที่เข่ามีเอ็นไขว้ 2 เส้น ด้านหน้า (Anterior) และด้านหลัง (Posterior) อีกตัวอย่างหนึ่งคือเอ็นยึดข้อเท้า เวลามีการบาดเจ็บรอบๆข้อเท้า ก็จะมีการอักเสบของเอ็นรอบข้อเท้าได้ แต่บางครั้งอาจบาดเจ็บมากจนถึงขั้นฉีกขาดรุนแรง ที่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเย็บซ่อมก็มี

ชนิดของกล้ามเนื้อ ขอแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย

– กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle)

จะเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานโดยการควบคุมแบบอัตโนมัติของร่างกายเอง ไม่สามารถสั่งการให้ทำงาน โดยตัวเจ้าของเองได้ เช่น กล้ามเนื้อกระเพาะ ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก บางท่านอาจจะแยกกล้ามเนื้อหัวใจออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่การทำงานจะเหมือนกล้ามเนื้อเรียบ เพราะตัวเจ้าของจะไม่สามารถสั่งให้กล้ามเนื้อเหล่านี้ทำงานให้มากขึ้นหรือน้อยลงไม่ได้

– กล้ามเนื้อลาย (Striated Muscles)

จะเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานโดยร่างกายของเราสามารถสั่งการได้ เช่น กล้ามเนื้อของมือ แขน ขา ลำตัว คอ เราสั่งให้หดตัวได้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ โดยมีแรงดึงเกิดภายในตัวกล้ามเนื้อที่หดตัวเอง หรือบางครั้งผ่านไปทางเอ็น (Tendon) ที่ไปยึดติดตัวกระดูกต่างๆ

เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นได้อย่างไร?

เกิดการบาดเจ็บจากแรงภายนอก ตัวอย่างเช่น นักฟุตบอลเตะลูกบอลแล้วมีคู่ต่อสู้ยกเท้ามายันที่ต้นขาอย่างแรงหรืออุบัติเหตุจากรถยนต์ / มอเตอร์ไซด์ชนเข้าที่บริเวณต้นขา ซึ่งมีกล้ามเนื้อต้นขาอยู่จะเกิดการฟกช้ำ กล้ามเนื้อ (เส้นใยกล้ามเนื้อย่อยๆ) มีหลอดเลือดมาเลี้ยงมากมาย เวลาถูกกระแทก ฟกช้ำจะทำให้หลอดเลือดฝอยต่างๆฉีกขาด มีเลือดออกมาในชั้นกล้ามเนื้อหรือหากกระแทกรุนแรงก็อาจมีการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ มีเลือดออกมากขึ้น ก็จะเกิดอาการบวมมากขึ้น โดยจะเกิดมากสุดภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก หลังมีเลือดออกมาร่างกายจะจัดระบบในการดูดซึมเลือดที่ออกมากลับคืนไป ดังนั้นเลือดออกมาก บวมมากก็จะใช้เวลามากขึ้น และในช่วงหลังการบาดเจ็บนี่เองที่ร่างกายพยายามช่วยตัวเอง โดยกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บจะพยายามอยู่นิ่งๆ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ การขยับกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น สภาวะการณ์เช่นนี้บางทีเราบอกว่า กล้ามเนื้อมีการอักเสบเกิดขึ้น และในทำนองเดียวกันหากเกิดการบาดเจ็บบริเวณเอ็นที่ไปเกาะตามกระดูกต่างๆ เราอาจบอกว่าเอ็นมีการอักเสบได้เช่นเดียวกัน

เกิดการบาดเจ็บจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเอง ซึ่งอาจเกิดจากการหดตัวอย่างรุนแรงทันทีทันใด จนอาจทำให้เกิดมีหลอดเลือดฝอย บริเวณใยกล้ามเนื้อมีการฉีกขาด หรืออาจเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดนั้นมากเกินไปในเวลาติดต่อกันที่เราอาจเรียกว่า Overuse (การใช้งานมากเกินไป) เช่น การเล่นเวท (Weight Training) แล้วพยายามทำให้ได้มากเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่มากเกินไปหรือการทำซ้ำติดต่อกันจำนวนครั้งที่มากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เกิดมีการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นที่ถูกใช้งานมากเกินไปได้ ทำให้เกิดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อหรือเอ็นเช่นเดียวกัน
เกิดการบาดเจ็บจากการยืดกล้ามเนื้อหรือเอ็นไปในทิศทางหรือระยะทางที่มากเกินไป ตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อหลัง เราอาจพบในผู้ป่วยบางรายที่นั่งขับรถอยู่แล้วบิดลำตัว เพื่อที่จะหยิบของที่เบาะด้านหลัง หรือ อาจนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วพยายามก้มหลังลงไปหยิบของที่หล่นอยู่ที่พื้นห่างเก้าอี้ไปมากพอสมควร หรือการใช้หัวไหล่ไปในทิศทางที่ไม่เคยไปได้ถึงขนาดนั้น อิริยาบถเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นเช่นกัน

การรักษา

เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นข้างต้น ผมขอให้หลักการดูแลรักษาเบื้องต้นเหมือนการบาดเจ็บทางการกีฬา คือ RICE R (Rest) หมายถึง เมื่อมีการบาดเจ็บก็หยุดกิจกรรมกีฬานั้นๆไปก่อน I (Ice) หมายถึง ใช้ความเย็นประคบตรงตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบนั้น โดยใช้ความเย็นประคบได้ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังมีการบาดเจ็บ C (Compression) หมายถึง การใช้ผ้ายืดพันส่วนที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบให้กระชับ ไม่เคลื่อนไหวมากนัก ก็จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวและช่วยไม่ให้มีเลือดออกมากขึ้นด้วย ส่วน E (Evaluation) หมายถึง การยกส่วนนั้นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บให้อยู่ในระดับสูงกว่าลำตัว (สูงกว่าหัวใจนั่นเอง) เช่น ต้นขาบาดเจ็บ มีการพันผ้าเอาไว้ ก็ให้จัดท่าโดยเอาหมอนมาหนุนตั้งแต่ปลายเท้า ขา เข่า และต้นขาให้สูงกว่าระดับลำตัว ก็จะมีส่วนช่วยในการไหลเวียนกลับของเลือดได้ดีขึ้น ขาและปลายเท้าก็จะไม่บวมมากนัก

สำหรับการใช้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็น การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ การใช้ยาแก้ปวด ตลอดจนการใช้ครีมลดการอักเสบ ลดบวมและการใช้อุปกรณ์แผนกกายภาพบำบัด ก็ต้องได้รับพิจารณาใช้โดยแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีๆไป

โอกาสเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นมีขึ้นได้กับท่านผู้อ่านทุกคน ข้อเขียนในวันนี้คงช่วยให้ท่านมีความเข้าใจได้ดีขึ้นและหากเกิดขึ้นกับท่านหรือคนในครอบครัวท่าน ท่านจะได้มีแนวทางในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวัสดีครับ.

9 ข้อสงสัยเกี่ยวกับเข่าเสื่อม

1. อาการอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม?

คนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และ เจ็บเข่า มักจะมีอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจจะมีบางอาการ หรือมีทุกอาการได้ เช่น ปวดเข่า เจ็บเข่า ข้อเข่าฝืดหรือติดขัด ได้ยินเสียงดังในเข่า เข่าบวม รู้สึกขาไม่มีกำลังหรือเข่าอ่อน โดยอาการที่มาพบแพทย์บ่อยที่สุดคืออาการปวดเข่า อาจจะปวดเวลาขึ้น-ลงทางชันหรือบันได ปวดเวลานั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ ขัดสมาธิหรือคุกเข่า ปวดเวลาเดินบนพื้นราบ

2. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม?

สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นประกอบด้วยหลายสาเหตุรวมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว ได้แก่

2.1 อายุที่มากขึ้น
2.2 น้ำหนักตัวมาก เช่น เป็นโรคอ้วน
2.3 การใช้งานข้อเข่าที่มาก และเกิดอาการเจ็บเข่า
2.4 ประวัติเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่าอย่างรุนแรง เช่น กระดูกหักเข้าข้อ เอ็นข้อเข่าฉีกขาด แหวนรองข้อฉีดขาด
2.5 ประวัติเคยติดเชื้อในข้อเข่า
2.6 โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือ เกาต์
2.7 เพศ จากการศึกษาพบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย
2.8 พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นข้อเข่าเสื่อม มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น มักจะมีลักษณะที่มีความเสื่อมของข้อทั่วตัวเช่น มือ นิ้ว กระดูกสันหลัง เข่า เป็นต้น

3. ข้อเข่าเสื่อมเกิดในคนอายุน้อยได้หรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี และอาการเจ็บเข่า สามารถเกิดได้ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่จากอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณข้อเข่ามาก่อนส่งผลให้แนวแกนรับน้ำหนักข้อเข่าผิดปกติไป มีกระดูกอ่อนข้อเข่าบาดเจ็บ และเกิดอาการ เจ็บเข่า มีโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ ทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายตั้งแต่อายุน้อย หรือเป็นโรคกระดูกตายบริเวณข้อเข่า (osteonecrosis) ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อย

4. เวลาเดิน ลุก หรือนั่งแล้วเจ็บเข่า ควรทำอย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาอาการปวดเข่า เวลาเดิน นั่งกับพื้น หรือลุกจากนั่ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย ในกรณีที่อาการไม่มาก การปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น นั่งกับเก้าอี้แทนการนั่งกับพื้น การใช้แขนช่วยยันตัวขึ้นตอนลุกจากนั่ง หรือการใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน รวมถึงการบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บเข่าได้ แต่ในกรณีที่มีอาการมาก หรือปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วอาการปวดไม่บรรเทา แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาและคำแนะนำต่อไป

5. ข้อเข่าเสื่อมแล้วออกกำลังกายได้หรือไม่?

การออกกำลังกายเป็นคำแนะนำให้ควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่สร้างภาระให้กับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการกระโดด กระแทก การบิดเข่า เป็นต้น สำหรับการออกกำลังกายในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำ จะช่วยให้ข้อเข่ารับภาระน้อยลง มีการฝึกการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้ดี รวมถึงการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานนั้นสามารถทำได้ การบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยไม่ใช้น้ำหนักต้าน เช่น การนั่งเกร็งต้นขาและยกปลายเท้าขึ้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้
ผู้ที่มีอาการเจ็บบริเวณข้อเข่าด้านหน้า ซึ่งมีความเสื่อมของข้อสะบ้า ให้หลีกเลี่ยงการลุกนั่ง การก้าวขึ้นที่สูง การออกแรงเหยียดเข่าโดยมีแรงต้าน เป็นต้น เพราะจะทำให้เจ็บและมีการเสื่อมมากขึ้น

6. การฉีดยาน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าช่วยรักษาได้อย่างไร และช่วยรักษาอาการได้นานแค่ไหน?

ถ้าเปรียบข้อเข่าเหมือนกระบอกสูบรถยนต์ที่จะทำงานได้ดีเมื่อมีน้ำมันหล่อลื่น ในคนปกติจะมีเนื้อเยื่อรอบหัวเข่าผลิตสารหล่อลื่นช่วยในการเคลื่อนไหวในข้อเข่า เมื่อมีอาการข้อเข่าเสื่อมน้ำมันหล่อลื่นในข้อเข่ามีการเปลี่ยนสภาพไป ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม รวมถึงอาจมีปริมาณน้อยกว่าเดิมในผู้ป่วยบางคน จากการศึกษา (meta-analysis) พบว่าการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียมสามารถช่วยลดอาการปวด และเพิ่มการเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ในผู้ป่วยบางคนเท่านั้น โดยจะช่วยรักษาอาการได้ประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่วย

7. พฤติกรรมอะไรบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อม?

การใช้งานข้อเข่าที่รุนแรงหรือในท่าผิดปกติ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น การวิ่งมาราธอน การทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องนั่งยองหรือคุกเข่านานๆ สามารถส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อมและเจ็บเข่าได้ในอนาคต

8. ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งความรุนแรงทางภาพเอกซเรย์ได้ 4 ระดับ ซึ่งความรุนแรงระดับที่ 3 หรือ 4 เป็นระดับที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด อย่างไรก็ตามการจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัดยังต้องพิจารณาร่วมกับกับอาการปวด และคุณภาพชีวิตในด้านการยืน เดิน ของผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษาทุกคน

9. การป้องกันข้อเข่าเสื่อมควรทำอย่างไร?

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมคือ อายุที่มากขึ้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าที่รุนแรง ติดต่อกันระยะเวลานาน และออกกำลังกายบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง

ข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

เมื่อพูดถึงข้อสะโพก หลายคนอาจไม่คุ้นเคยและไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไร ข้อสะโพกเป็นข้อหนึ่งในร่างกายที่ต้องรับน้ำหนักของตัวเรามากที่สุด เป็นรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกต้นขา ทำหน้าที่งอและเหยียดเวลาเดิน วิ่ง นั่ง นอน

โรคข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร “โรคข้อสะโพกเสื่อม” เป็นรูปแบบของข้ออักเสบที่เกิดจากกระดูกอ่อนที่คลุมพื้นผิวของข้อเสื่อมสลายไป จนทำให้เกิดการปวดและข้อติดขัด อาจมีอาการรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นลงบันได การแต่งตัว หรือแม้แต่การนอนหลับ

อาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

การสังเกตอาการเพื่อดูว่าตนเองมีอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เบื้องต้นจะมีอาการปวด มีการติดขัดเวลาเคลื่อนไหว
  • สำหรับผู้ที่เป็นมาสักระยะจะมีอาการปวดสะโพกเรื้อรังทั้งในขณะขยับตัวและตอนนอนหลับ รู้สึกตึงเมื่อลุกนั่งเจ็บเวลาเดินลงน้ำหนัก และขึ้นลงบันไดไม่สะดวก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หลายคนคิดว่าโรคข้อสะโพกเสื่อมมักเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วโรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย ซึ่งสาเหตุของโรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

  1. พันธุกรรม
  2. อายุ
  3. การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวกระดูกต้นขา
  4. การติดเชื้อ
  5. การบาดเจ็บบริเวณข้อสะโพก
  6. ความผิดปกติของข้อสะโพก

วิธีการรักษาผู้ที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เริ่มจากการตรวจซักประวัติอย่างละเอียดว่ามีการปวดสะโพก อาการติดขัดบริเวณสะโพกอย่างไรบ้าง
  • หลังจากนั้นจึงตรวจโดยวิธีการเอกซเรย์ หากยังไม่ได้ผลที่ชัดเจนจะใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติมโดยเครื่อง MRI Scan ช่วยในการวินิจฉัยให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด เริ่มจากพักการใช้งานสะโพก การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัดบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และการรับประทานยาแก้ปวด

  • ตามอาการ ส่วนใหญ่ถ้าสะโพกมีความเสื่อมไม่มาก คนไข้ก็จะมีอาการดีขึ้นได้รวดเร็ว
    การรักษาโดยวิธีผ่าตัด โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในกรณีที่คนไข้มีภาวะความเสื่อมมาก ข้อสะโพกผิดรูป และมีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการ
  • ดำเนินชีวิต เช่น เดินไม่ได้ หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ

“ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะเป็นวิธี Minimal Invasive Surgery ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก และไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อมาก ทำให้เจ็บปวดน้อยลงเสียเลือดน้อยกว่าสมัยก่อน ช่วยให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วขึ้น ในผู้ป่วยเกือบทุกรายสามารถลุกเดินได้วันรุ่งขึ้นหลังจากการผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม”

เคล็ดลับดูแลตัวเอง ที่คุณต้องลอง

การมีสุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้ หากอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องเริ่มต้นอย่างถูกวิธี มีอะไรบ้าง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์
เปลี่ยนเมนูเดิมๆที่แสนจะน่าเบื่อของคุณด้วยการเพิ่มโปรตีนดีๆอย่างเนื้อปลา ไม่ว่าจะเป็น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เพราะนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อทุกเพศทุกวัย

2. ดื่มน้ำให้มากเพื่อสุขภาพที่ดี
เพราะในร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบที่มากถึง 55-75 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัวเลยทีเดียว การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำแล้วยังส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย การไหลเวียนโลหิต รวมถึงการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว การดื่มน้ำที่ดีควรเริ่มต้นที่ 8-12 แก้วต่อวัน หรือหากจะให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้นควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันล่ะ 2 ลิตร

3. ทานผักผลไม้ให้ได้หลากหลายสี
เพราะในผักและผลไม้บางชนิดบางสี จะให้คุณค่าสารอาหารแก่ร่างกายที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น สีแดงจากมะเขือเทศ แตงโม, สีส้มจากแครอท ส้ม, สีเขียวได้จากผักคะน้า เป็นต้น การเลือกทานผลไม้ที่หลากหลายนอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันแล้วยังช่วยให้การรับประทานไม่น่าเบื่ออีกด้วย

4. กินให้เป็น
ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน และหันมาทานอาหารประเภท ต้ม นึ่ง อบ ย่าง จะดีที่สุด

5. กินมื้อเช้าช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม
การรับประทานอาหารเช้านอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ยังช่วยต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะในตอนเช้าเลือดในร่างกายของเราจะแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงซึ่งก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม

6. เลี่ยง หวาน เค็ม
อาหารที่มีรสเค็มจัดหรือหวานจัดนั้น นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต เป็นต้น

7. งดการดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันสูง โรคตับแข็ง

8. ลดละเลิก สูบบุหรี่

หลายคนมักมีข้ออ้างของการสูบบุหรี่ว่าช่วยคลายเครียด ผ่อนคลายสมอง แต่แท้ที่จริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการสูบบุหรี่ใน 1 มวน ทำให้อายุสั้นลง 7 นาที และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ ไม่เพียงเท่านี้ยังทำร้ายคนรอบข้างตัวของคุณอีกด้วย ดังนั้นยิ่งลดหรือเลิกสูบเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีต่อตัวคุณเท่านั้น

9. หาเวลาผ่อนคลาย

ทุกวันนี้ ชีวิตในแต่ละวันของเรามักจะเจอแต่ความวุ่นวาย ความเครียดและความกดดันจากสิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้นเราควรหาเวลาเพื่อผ่อนคลายความเครียดลงบ้างด้วยการทำสมาธิ หรือการออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะ หยุดคิดเรื่องต่างๆลงบ้าง ปล่อยความวุ่นวายทั้งหมดออกไป

10. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนเป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าความเครียดต่างๆได้แล้ว ยังดีต่ออวัยวะภายในร่างกายของเราอีกด้วย เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายของเราก็จะสดชื่น สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยจดจำรายละเอียด และอย่างอื่นได้ดีขึ้นตามลำดับ

11. ปล่อยวางซะบ้าง
หลายๆคนมักจะทุ่มเทกับการทำงานเป็นอย่างมาก บางคนถึงกับหอบงานมาทำที่บ้านด้วยก็มี ซึ่งหากทำแบบนี้นานวันเข้าร่างกายของเราก็จะเกิดความเครียดและบั่นทอนสุขภาพลงในที่สุด และยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย ดังนั้น คุณควรจัดสรรเวลาให้ดี เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็ควรหยุดพักซะบ้าง พรุ่งนี้ค่อยทำก็ไม่สาย

12. ใส่ใจกับน้ำหนักอย่าให้เกิน
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้

13. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง การเดิน การเต้นแอโรบิก นอกจากจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยบริหารปอด ทำให้หัวใจสูบฉีดดีขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนเลือด รวมถึงระบบต่างๆของร่างกายดีขึ้นได้อีกด้วย เมื่อภูมิต้านทานในร่างกายของเราดีขึ้น โรคภัยก็จะไม่ถามหา

14. หลีกเลี่ยงแสงแดด
แสงแดดเป็นตัวการทำร้ายผิวของเราได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าตัวคุณเองยังคาดไม่ถึงเช่นกันค่ะ ดังนั้น หากคุณไม่อยากเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ จุดด่าง ควรจะหลีกหนีให้ไกลจากแดดตัวร้ายไว้เลยด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ สวมเสื้อแขนยาว พกร่มติดตัวไว้ก็ดีนะคะ

15. ขยับตัวอยู่บ่อยๆ
การเคลื่อนไหว ขยับเขยื้อนตัวอยู่เสมอๆ นอกจากจะช่วยคลายอาการท้องผูกแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดีกว่าคนไม่ออกกำลังกายเลย

16. หายใจเข้าลึกๆ
การหายใจเข้าลึกๆจะช่วยให้ปอดขยายมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ หลายๆคนมักจะไม่ค่อยสังเกตว่า ในทุกๆวันเรามักจะหายใจสั้นๆเนื่องจากสภาพอากาศ หรือที่ทำงานมีขนาดเล็กหรือทึบเกินไป ดังนั้น ลองมาหายใจเข้าลึกๆกันดูสิอย่างน้อยค่อยๆฝึกวันล่ะ 10 ครั้ง หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ แบบถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการหายใจที่ถูกวิธี

17. หมั่นตรวจเช็คสุขภาพบ้าง
หลายๆคนมักจะยุ่งวุ่นวายกับการทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยที่ไม่ได้ใส่ใจต่อสุขภาพของตัวเองมากนัก ทำให้มักจะเกิดอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด ปวดเมื่อยร่างกายต่างๆ ทางที่ดีที่สุดควรจะหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน