ปลาร้า ทานแล้วเสี่ยงโรคพยาธิตับ กับมะเร็งจริงหรือ ?

ปลาร้า ทานแล้วเสี่ยงโรคพยาธิตับ กับมะเร็งจริงหรือ
ปลาร้าเป็นอาหารคู่บ้านคู่เมืองคนไทยมาแต่ไหนแต่เรไม่ว่าจะทานดิบ หรือทานแบบต้ม หรือนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ แกงอ่อม แกงเห็ด น้ำยาหนมจีน แกงต่างๆ ล้วนก็ใช้ปลาร้าเป็นวัตถุดิบ ดังนั้นหากเราไม่รู้วิธีทำให้สามารถทานได้อย่างปลอดภัยก็จะทำให้เราเสี่ยงอันตรายได้เช่นกัน กับโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เราไปดูกันดีกว่าว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. พยาธิใบไม้ตับ
พยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิใบไม้ชนิดหนึ่งที่ตัวแก่อาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของคน สุนัขและแมว ซึ่งเป็นพยาธิชนิดที่สามารถพบได้ในปลาดิบ เนื้อปลาร้าดิบ น้ำปลาร้าดิบ ที่เรียกว่าพยาธิใบไม้เพราะลักษณะของพยาธิจะมีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ส่วนหัวและท้ายเรียวมน ขนาดยาว 5-10 มิลลิเมตร กว้าง 0.7-1.5 มิลลิเมตร สีแดงเรื่อคล้ายสีโลหิตจางๆ

การรับปลาทานปลาร้าอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคโดยทันที แต่จะสะสมไปเรื่อยๆ จนแสดงอาการออกมาในที่สุด โดยจะเริ่มแสดงอาการ ให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นท้องที่ใต้ชายโครงขวา อาจจุกแน่นไปที่ใต้ลิ้นปี่ ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นมาก่อนหน้านี้ แต่เราไม่ทราบสาเหตุและคิดว่าเป็นเพียงอาการทั่วไปของสุขภาพสามารถหายได้เอง ได้แก่ เบื่ออาหาร ท้องอืด ตับโต ถ่ายเหลวเป็นบางครั้ง มีไข้ต่ำ ๆ มีอาการ “ออกร้อน” ในระยะท้ายของโรคผู้ป่วยอาจมี ท่อน้ำดีอุดตัน เกิดภาวะตัวเหลืองหรือดีซ่าน มีตับโตมาก คลำได้เป็นก้อนแข็ง ผิวขรุขระ ตับนุ่มอ่อน มีน้ำในช่องท้องและมีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยอ่อนเพลีย น้ำหนักลด และลุกลามไปยังอวัยวะระบบอื่น ๆ อาการจะทรุดหนักและเสียชีวิต

2. มะเร็งท่อน้ำดี
มะเร็งท่อน้ำดี อาจเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของโรคพยาธิใบไม้ตับ เพราะเมื่อมีอาการหนักขึ้นเพราะมีการสะสมมาระยะเวลานาน ระยะท้ายๆ อาจเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีได้ เนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นพยาธิชนิดเดียวในประเทศไทยที่องค์การอนามัยโลกยอมรับ และจัดให้เป็นเชื้อก่อมะเร็ง นอกจากนี้ในปลาร้าดิบจะมีสารไนโตรซามีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายอีกด้วย

มะเร็งเต้านม รักษาได้หากรู้ทัน

มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและทั่วโลก และน่าทุกข์ใจแค่ไหน ถ้าหากเราต้องเสียหน้าอกไปให้กับมะเร็ง ทำไมเราจะต้องรอให้ตัวเองเป็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยรักษา ทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็ง หากพบก็จะได้พบตั้งแต่ในระยะแรกเพื่อจะได้รักษาได้ทันมีโอกาสรอดชีวิตและรักษาให้หายได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การตรวจเบื้องต้นด้วยตนเอง ด้วยการตรวจดูที่เต้านม โดยการคลำ หากพบก้อนอะไรสักอย่าง แสดงว่ามีความเสี่ยง หรือทำการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทำให้พบหินปูนหรือก้อนขนาดเล็กที่คลำไม่เจอ ซึ่งจะทำให้ตรวจเจอพบมะเร็งในระยะแรกได้ และในเดือนตุลาคมทั่วโลกร่วมใจกันรณรงค์ป้องกันภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม

ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ โอกาสหายสูง
ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ความสำคัญเพราะมะเร็งเต้านมในระยะแรกไม่มีอาการ การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยจะทำให้สามารถพบความผิดปกติในระยะแรกได้ การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมเป็นเทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับการตรวจเอกซเรย์ แต่ใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป 30-60% วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการตรวจหามะเร็งเต้านมเพราะภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงอาจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทั้งนี้สามารถเห็นถึงจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติขนาดเล็ก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและค้นหาความผิดปกติของเต้านมได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมเป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ซึ่งสามารถบอกความแตกต่างขององค์ประกอบเนื้อเยื่อได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเต้านมปกติ เป็นถุงน้ำ หรือเป็นก้อนเนื้อ หากพบว่าเป็นก้อนเนื้อ อัลตร้าซาวด์จะช่วยบอกว่าก้อนเนื้อนั้นมีความเสี่ยงหรือความน่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ อีกทั้งการอัลตร้าซาวด์ยังมีความสามารถในการตรวจพบความผิดปกติของเต้านมในผู้ป่วยบางรายที่เนื้อเต้านมมีความหนาแน่นได้ แต่อย่างไรการใช้วิธีอัลตร้าซาวด์ก็ยังคงไม่สามารถตรวจพบหินปูนได้

ดังนั้นการใช้วิธีการตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมและวิธีอัลตร้าซาวด์เต้านมจึงควรที่จะทำควบคู่กันเพราะจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าในการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก ซึ่งช่วยให้การวางแผนการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้หากทำการตรวจแล้วพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก หากรักษาทันในบางรายก็จะสามารถเก็บเต้านมไว้ได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเต้านมออก โดยใช้วิธีทางศัลยกรรมตกแต่งเข้ามาช่วยในการตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออก โดยออกแบบบาดแผล และกะเกณฑ์ปริมาณเนื้อเยื่อเต้านมบริเวณที่จะผ่าตัดออก เพื่อป้องกันไม่ให้เต้านมเกิดการเสียรูปทรง หรือบิดเบี้ยวหลังผ่าตัด

หากต้องผ่าตัดเต้านมออก ก็สามารถเสริมเต้านมได้ทันที
ในบางรายที่ทำการรักษาแล้วไม่สามารถควบคุมเชื้อให้อยู่ในบริเวณเล็กๆ ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเต้านมออกหมด แต่ทั้งนี้สามารถทำการผ่าตัดสร้างเสริมเต้านมได้ทันทีด้วยการใช้เต้านมเทียม หรือการใช้เนื้อเยื่อของตัวผู้ป่วยเอง โดยเนื้อเยื่อที่นิยมใช้ ได้แก่ กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง กล้ามเนื้อและไขมันบริเวณหลัง ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังจะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อย เพราะการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยการสร้างเต้านมเทียมขึ้นมานั้นทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากเต้านมที่สร้างขึ้นใหม่เหมือนเต้านมจริงทั้งด้านรูปร่างและลักษณะ การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมใหม่ภายหลังตัดเต้านมออกทั้งเต้าสามารถทำในคราวเดียวกัน โดยใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 4-6 ชม. ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกนั่งบนเตียงและลุกเดินได้ และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล 5-7 วัน ผู้ป่วยก็สามารถกลับบ้านได้

ชาร์โคล ในอาหารดีต่อสุขภาพจริงหรอ

สมัยก่อนที่ทุกอย่างจะต้องเป็น “ชาเขียว” ไม่ว่าจะเครื่องดื่ม อาหาร ขนมหวาน ไปจนถึงน้ำหอม หรือแม้กระทั่งกลิ่นของผ้าอนามัยยังชาเขียว เพราะเกิดจากความฮิตของชาเขียวที่ทำให้ผู้ผลิตดึงชาเขียวมาเป็นจุดเด่นของสินค้า สำหรับสมัยนี้เห็นทีจะเป็น “ชาร์โคล” หรือชื่อบ้านๆ อีกชื่อหนึ่งคือ “ถ่าน” หรือ “ผงถ่าน” ที่เป็นสีดำๆ ดูไม่น่าพิสมัย แต่กลับถูกนำไปเป็นส่วนผสมของอาหาร และผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่โฆษณาว่าดีต่อสุขภาพ ช่วยกำจัดกลิ่น หรือช่วยดูดซับสิ่งสกปรกออกไปอย่างหมดจด ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ไอศกรีม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่จริงๆ แล้ว ชาร์โคล มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายขนาดนั้นจริงหรือไม่?

ชาร์โคล คืออะไร?
ถ้าให้แปลตรงตัว ชาร์โคล ก็หมายถึง “ถ่าน” สีดำๆ ที่เราเห็นกันนั่นแหละ แต่ชาร์โคลที่เราพูดถึงกันในวงการอุตสาหกรรมอาหาร เราหมายถึง ผงถ่านที่ได้มาจากกากมะพร้าวเผา หรือผงถ่านไม้ไผ่ ที่มักจำไปผสมในอาหารเพื่อให้อาหารมีสีดำ หรือเทาเข้ม เช่น ขนมปัง ไอศกรีม

ในขณะที่บ้านเรา รวมไปถึงในหลายๆ ประเทศกำลังทานอาหารสีดำ และพากันถ่ายรูปอัปโหลดลง social media กันอย่างสนุกสนาน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากลับออกมาประกาศห้ามใช้ “ชาร์โคล” เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เพราะถือว่าเป็นวัตถุเจือปนในอาหารที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ใส่ลงไปในอาหารเพื่อการจัดจำหน่าย

ประโยชน์ของ ชาร์โคล
สำหรับวงการแพทย์ ชาร์โคล หมายถึง แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล (Activated Charcoal หรือถ่านกัมมันต์) หรือถ่านที่นำไปผ่านกระบวนการความร้อนสูง เพื่อทำให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค และนำไปบดเป็นผงเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องการพลังของถ่านเพื่อดูดซับเอาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการออกมา

ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี ให้ข้อมูลไว้ว่า แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล ใช้เป็นหนึ่งในยาที่อยู่ในกลุ่มยาต้านพิษ มีลักษณะเป็นผงๆ หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “ผงถ่าน” จะใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยา หรือสารพิษบางชนิดเกินขนาด โดยผงถ่านจะเข้าไปยับยั้ง หรือลดการดูดซึมยา หรือสารพิษที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไป โดยให้หลังจากผ่านการล้างท้อง หรือ การทำให้อาเจียนด้วย ipecac syrup และอาจให้ทานผงถ่านซ้ำๆ เพื่อเพิ่มการขับถ่ายยาหรือสารพิษออกจากร่างกาย ในกรณีที่เป็นพิษจากยาหรือสารพิษ นอกจากนี้ยังอาจนำ แอคทิเวทเต็ด ชาร์โคล ไปผสมในยาตัวอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอาการอื่นๆ เช่น ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในท้องมากจนทำให้ปวดท้อง เป็นต้น

ผลข้างเคียงที่อันตรายของชาร์โคล
การทานอาหารที่มีส่วนผสมของชาร์โคลที่ไม่ได้มีปริมาณมากเพียงพอที่จะออกฤทธิ์อะไรในร่างกาย (เพียง 250-500 มิลลิกรัม ในขณะที่ทางการแพทย์จะใช้มากถึง 50-100 กรัมในการรักษาผู้ป่วย) อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการดูดซับสารพิษอะไรใดๆ ในร่างกาย และชาร์โคลก็ไม่ได้เข้าไปไหลเวียนอยู่ในโลหิต เป็นเพียงสารตกค้างที่เหลืออยู่ในกระเพาะอาหารเท่านั้น นอกจากนี้ชาร์โคลที่ทานเข้าไป อาจเข้าไปดูดซับยาที่กำลังทานอยู่ให้มีประสิทธิภาพด้อยลงได้

นอกจากนี้มูลนิธิสุขภาพช่องปาก (The Oral Health Foundation) ของอังกฤษ ก็ออกมายืนยันแล้วว่า ยาสีฟันชาร์โคลไม่ได้ช่วยให้ฟันขาวขึ้นแต่อย่างใด และในทางกลับกัน ยาสีฟันชาร์โคลอาจทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพฟันที่ตามมาด้วย เพราะมีส่วนผสมที่ไม่ได้ช่วยในการป้องกันฟันผุได้ดีเพียงพออีกด้วย

ดังนั้น อาจพูดได้ว่า ชาร์โคลที่อยู่ในอาหาร และผลิตภัณฑ์ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพในการดูดซับสิ่งสกปรก หรือดีต่อสุขภาพอย่างที่โฆษณาไว้ เพราะนอกจากปริมาณของชาร์โคลที่ใส่ลงไปจะไม่มากพอที่จะให้เกิดการออกฤทธิ์ใดๆ แล้ว ยังอาจสิ้นเปลืองไปกับอาหารและสินค้าเหล่านี้ที่อาจมีราคาสูงกว่าปกติ แต่ทั้งนี้เมื่อปริมาณของชาร์โคลที่อยู่ในอาหาร และสินค้าเหล่านี้มีไม่มาก นั่นก็รวมถึงความปลอดภัยจากอาหาร และสินค้าเหล่านั้นที่ยังอาจไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายมากนักเช่นกัน นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากงานวิจัยใหม่ๆ ที่กำลังตามมาในไม่ช้านี้

อาหารเสริมบำรุงตับ LIVPRO ที่ดีต่อตับอย่างแท้จริง

อินซูลิน คืออะไร

อินซูลิน คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮาน  (islets of Langerhans) พบได้ในตับอ่อน โดย อินซูลินนั้น จะมีหน้าที่ช่วยให้น้ำตาลกลูโคส (ส่วนที่เล็กที่สุดของโมเลกุลน้ำตาลที่ถูกร่างกายย่อยแล้ว) ซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกาย และเซลล์นร่างกายจะใช้กลูโคสเป็นพลังงานเพื่อทำหน้าที่ต่างๆในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เราสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆได้ โดยกิจกรรมทั้งหมด ที่เราทำอยู่ทุกๆวันนั้น ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการช่วย หากอินซูลินมีน้อยหรือไม่มีเลย การส่งผ่านกลูโคสเข้าสู่เซลล์ร่างกายจะเกิดขึ้นน้อย และน้ำตาลที่ย่อยแล้วและถูกดูดซึมเข้าไปก็จะคั่งอยู่บริเวณกระแสเลือด เนื่องจากเซลล์ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ น้ำตาลส่วนที่คั่งอยู่นี้เองจะถูกขับออกถ่ายอกทางปัสสาวะ และเราเรียกกระบวนการนี้ว่า ภาวะขาดอินซูลิน หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีกับโรคที่มีชื่อว่า  “เบาหวาน” คนที่เป็นเบาหวานเมื่อตรวจเลือดจึงพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ เมื่อตรวจปัสสาวะก็จะพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะ ซึ่งปกติคนทั่วๆไปจะตรวจไม่พบ

 

คนที่เป็นเบาหวาน คือคนที่กลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮาน เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างอินซูลินได้ในปริมาณน้อยกว่าคนทั่วๆไป และอะไรเป็นสาเหตุให้เซลล์แลงเกอร์ฮานทำงานได้ไม่ดีเท่าๆกับคนอื่นนั้นยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัด  แต่พบแล้วว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการตั้งแต่เด็กๆ แต่ส่วนมากเบาหวานมักจะพบในช่วงวัยกลางคน ที่มีอายุโดยเฉลี่ยน 40 ปีขึ้นไป

 

สำหรับโรคเบาหวานนั้น ปัจจุบันวิธีการรักษาคือการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คือทำอย่างไรร่างกายจึงจะมีอินซูลินใช้อย่างพอเพียงเพื่อที่เซลล์ร่างกายจะเอาน้ำตาลเข้าไปใช้ในเซลล์ได้ วิธีการก็คือให้ยากระตุ้นให้กลุ่มเซลล์แลงเกอร์ฮานทำงานมากขึ้น ยาบางชนิดก็เป็นยาที่ช่วยให้เซลล์จับน้ำตาลได้เก่งขึ้น หรือกระทั่งการใช้ฮอร์โมนอินซูลินที่สกัดจากตับอ่อนของสัตว์บางชนิดฉีดเข้าไปในร่างกายของคนที่เป็นเบาหวาน วิธีการรักษาเช่นนี้ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานต้องการการรักษาที่ต่อเนื่อง เมื่อใดที่หยุดใช้ยาร่างกายก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม คือมีอินซูลินน้อย ร่างกายไม่มีน้ำตาลใช้ทั้ง ๆ ที่น้ำตาลล้นเกินอยู่ในกระแสเลือด

 

อาหารเสริมบำรุงตับ LIVPRO ที่ดีต่อตับอย่างแท้จริง

กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ต้องรับมืออย่างถูกวิธี

กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ
สัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอปัญหาการเจ็บปวดที่พบได้บ่อยๆในชีวิตประจำวันของทุกๆท่าน ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยประสบปัญหาเรื่อง “กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ” ตลอดชีวิตอย่างแน่นอน คงจะมีแต่อาการของกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ แล้วท่านอาจจะไม่ทราบว่าเป็นเรื่องเดียวกันนี้มากกว่า เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ผมใคร่ขอทบทวนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและการทำงานที่เกี่ยวเนื่อง ดังนี้

กล้ามเนื้อในร่างกายมีมากกว่า 600 มัด

ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าในร่างกายของมนุษย์เรานั้น มีกล้ามเนื้อรวมกันแล้วมากกว่า 600 มัด อาจยกตัวอย่างว่ามีกล้ามเนื้ออยู่ที่ไหนบ้างในร่างกาย ให้ท่านผู้อ่านได้พอทราบเป็นสังเขปดังนี้ :

ที่ใดในร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวได้แสดงว่าที่นั้นๆจะมีกล้ามเนื้ออยู่ด้วย เช่น มือและข้อมือ มีการเคลื่อนไหว กำมือ เหยียดนิ้ว กระดกข้อมือขึ้นลง คว่ำมือ หงายมือ ย่อมต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ โดยกล้ามเนื้อจะเกาะในแต่ละตำแหน่งของกระดูกแตกต่างกันไป จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ในหลายๆทิศทางแตกต่างกันออกไป สำหรับในส่วนที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจากภายนอก เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ มดลูก ล้วนแล้วแต่มีกล้ามเนื้อ เพื่อว่าเวลากล้ามเนื้อหดตัว การทำหน้าที่ของแต่ละอวัยวะก็จะเกิดขึ้น

องค์ประกอบและชนิดของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อแต่ละมัด จะประกอบด้วยใยกล้ามเนื้อเป็นเหมือนเส้นๆมารวมกันเป็นมัดกล้ามเนื้อ โดยจะประกอบไปด้วยใยกล้ามเนื้อเหล่านี้เป็นพัน / หมื่นเส้น กล้ามเนื้อเหล่านี้เวลาทำงานจะเกิดการหดตัวและหย่อนสลับกันไป เพื่อเกิดแรงดึงในตัวกล้ามเนื้อนั้นๆเกิดขึ้น

กล้ามเนื้อเวลาจะไปเกาะที่ตัวกระดูกต่างๆ กล้ามเนื้อบางมัดจะเกาะด้วยตัวกล้ามเนื้อเอง บางมัดส่วนปลายของกล้ามเนื้อจะกลายเป็นเอ็น (Tendon) ก่อนที่เอ็นนั้นๆ จะไปเกาะตัวกระดูกอีกที่หนึ่ง ดังนั้นเมื่อเกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อ จะเกิดแรงดึงในกล้ามเนื้อหรือเอ็นที่ยึดกระดูก ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ

มีความสับสนในการใช้ศัพท์ภาษาไทย คำว่า “เอ็น” ซึ่งอาจเป็นเอ็น (Tendon) ที่ต่อเนื่องมาจากกล้ามเนื้อก่อนที่จะไปเกาะที่กระดูกตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหรืออาจเป็น “เอ็น” ที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า Ligament ซึ่งหมายถึง ส่วนที่ยึดระหว่างกระดูก 2 ชิ้นตรงบริเวณที่ประกอบเป็นข้อต่อ (Joint) เพื่อให้เกิดความแข็งแรงของข้อต่อนั้นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ เอ็นยึดข้อเท้าครูซิเอทลิกาเมนท์ (Cruciate Ligament) หรือที่ปัจจุบันมักนิยมเรียกเป็นภาษาไทยว่า “เอ็นไขว้” เพราะที่เข่ามีเอ็นไขว้ 2 เส้น ด้านหน้า (Anterior) และด้านหลัง (Posterior) อีกตัวอย่างหนึ่งคือเอ็นยึดข้อเท้า เวลามีการบาดเจ็บรอบๆข้อเท้า ก็จะมีการอักเสบของเอ็นรอบข้อเท้าได้ แต่บางครั้งอาจบาดเจ็บมากจนถึงขั้นฉีกขาดรุนแรง ที่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเย็บซ่อมก็มี

ชนิดของกล้ามเนื้อ ขอแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย

– กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle)

จะเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานโดยการควบคุมแบบอัตโนมัติของร่างกายเอง ไม่สามารถสั่งการให้ทำงาน โดยตัวเจ้าของเองได้ เช่น กล้ามเนื้อกระเพาะ ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก บางท่านอาจจะแยกกล้ามเนื้อหัวใจออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่การทำงานจะเหมือนกล้ามเนื้อเรียบ เพราะตัวเจ้าของจะไม่สามารถสั่งให้กล้ามเนื้อเหล่านี้ทำงานให้มากขึ้นหรือน้อยลงไม่ได้

– กล้ามเนื้อลาย (Striated Muscles)

จะเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานโดยร่างกายของเราสามารถสั่งการได้ เช่น กล้ามเนื้อของมือ แขน ขา ลำตัว คอ เราสั่งให้หดตัวได้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ โดยมีแรงดึงเกิดภายในตัวกล้ามเนื้อที่หดตัวเอง หรือบางครั้งผ่านไปทางเอ็น (Tendon) ที่ไปยึดติดตัวกระดูกต่างๆ

เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นได้อย่างไร?

เกิดการบาดเจ็บจากแรงภายนอก ตัวอย่างเช่น นักฟุตบอลเตะลูกบอลแล้วมีคู่ต่อสู้ยกเท้ามายันที่ต้นขาอย่างแรงหรืออุบัติเหตุจากรถยนต์ / มอเตอร์ไซด์ชนเข้าที่บริเวณต้นขา ซึ่งมีกล้ามเนื้อต้นขาอยู่จะเกิดการฟกช้ำ กล้ามเนื้อ (เส้นใยกล้ามเนื้อย่อยๆ) มีหลอดเลือดมาเลี้ยงมากมาย เวลาถูกกระแทก ฟกช้ำจะทำให้หลอดเลือดฝอยต่างๆฉีกขาด มีเลือดออกมาในชั้นกล้ามเนื้อหรือหากกระแทกรุนแรงก็อาจมีการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ มีเลือดออกมากขึ้น ก็จะเกิดอาการบวมมากขึ้น โดยจะเกิดมากสุดภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก หลังมีเลือดออกมาร่างกายจะจัดระบบในการดูดซึมเลือดที่ออกมากลับคืนไป ดังนั้นเลือดออกมาก บวมมากก็จะใช้เวลามากขึ้น และในช่วงหลังการบาดเจ็บนี่เองที่ร่างกายพยายามช่วยตัวเอง โดยกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บจะพยายามอยู่นิ่งๆ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ การขยับกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น สภาวะการณ์เช่นนี้บางทีเราบอกว่า กล้ามเนื้อมีการอักเสบเกิดขึ้น และในทำนองเดียวกันหากเกิดการบาดเจ็บบริเวณเอ็นที่ไปเกาะตามกระดูกต่างๆ เราอาจบอกว่าเอ็นมีการอักเสบได้เช่นเดียวกัน

เกิดการบาดเจ็บจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเอง ซึ่งอาจเกิดจากการหดตัวอย่างรุนแรงทันทีทันใด จนอาจทำให้เกิดมีหลอดเลือดฝอย บริเวณใยกล้ามเนื้อมีการฉีกขาด หรืออาจเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดนั้นมากเกินไปในเวลาติดต่อกันที่เราอาจเรียกว่า Overuse (การใช้งานมากเกินไป) เช่น การเล่นเวท (Weight Training) แล้วพยายามทำให้ได้มากเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่มากเกินไปหรือการทำซ้ำติดต่อกันจำนวนครั้งที่มากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เกิดมีการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นที่ถูกใช้งานมากเกินไปได้ ทำให้เกิดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อหรือเอ็นเช่นเดียวกัน
เกิดการบาดเจ็บจากการยืดกล้ามเนื้อหรือเอ็นไปในทิศทางหรือระยะทางที่มากเกินไป ตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อหลัง เราอาจพบในผู้ป่วยบางรายที่นั่งขับรถอยู่แล้วบิดลำตัว เพื่อที่จะหยิบของที่เบาะด้านหลัง หรือ อาจนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วพยายามก้มหลังลงไปหยิบของที่หล่นอยู่ที่พื้นห่างเก้าอี้ไปมากพอสมควร หรือการใช้หัวไหล่ไปในทิศทางที่ไม่เคยไปได้ถึงขนาดนั้น อิริยาบถเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นเช่นกัน

การรักษา

เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นข้างต้น ผมขอให้หลักการดูแลรักษาเบื้องต้นเหมือนการบาดเจ็บทางการกีฬา คือ RICE R (Rest) หมายถึง เมื่อมีการบาดเจ็บก็หยุดกิจกรรมกีฬานั้นๆไปก่อน I (Ice) หมายถึง ใช้ความเย็นประคบตรงตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบนั้น โดยใช้ความเย็นประคบได้ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังมีการบาดเจ็บ C (Compression) หมายถึง การใช้ผ้ายืดพันส่วนที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบให้กระชับ ไม่เคลื่อนไหวมากนัก ก็จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวและช่วยไม่ให้มีเลือดออกมากขึ้นด้วย ส่วน E (Evaluation) หมายถึง การยกส่วนนั้นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บให้อยู่ในระดับสูงกว่าลำตัว (สูงกว่าหัวใจนั่นเอง) เช่น ต้นขาบาดเจ็บ มีการพันผ้าเอาไว้ ก็ให้จัดท่าโดยเอาหมอนมาหนุนตั้งแต่ปลายเท้า ขา เข่า และต้นขาให้สูงกว่าระดับลำตัว ก็จะมีส่วนช่วยในการไหลเวียนกลับของเลือดได้ดีขึ้น ขาและปลายเท้าก็จะไม่บวมมากนัก

สำหรับการใช้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็น การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ การใช้ยาแก้ปวด ตลอดจนการใช้ครีมลดการอักเสบ ลดบวมและการใช้อุปกรณ์แผนกกายภาพบำบัด ก็ต้องได้รับพิจารณาใช้โดยแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีๆไป

โอกาสเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นมีขึ้นได้กับท่านผู้อ่านทุกคน ข้อเขียนในวันนี้คงช่วยให้ท่านมีความเข้าใจได้ดีขึ้นและหากเกิดขึ้นกับท่านหรือคนในครอบครัวท่าน ท่านจะได้มีแนวทางในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวัสดีครับ.

9 ข้อสงสัยเกี่ยวกับเข่าเสื่อม

1. อาการอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม?

คนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และ เจ็บเข่า มักจะมีอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจจะมีบางอาการ หรือมีทุกอาการได้ เช่น ปวดเข่า เจ็บเข่า ข้อเข่าฝืดหรือติดขัด ได้ยินเสียงดังในเข่า เข่าบวม รู้สึกขาไม่มีกำลังหรือเข่าอ่อน โดยอาการที่มาพบแพทย์บ่อยที่สุดคืออาการปวดเข่า อาจจะปวดเวลาขึ้น-ลงทางชันหรือบันได ปวดเวลานั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ ขัดสมาธิหรือคุกเข่า ปวดเวลาเดินบนพื้นราบ

2. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม?

สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นประกอบด้วยหลายสาเหตุรวมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว ได้แก่

2.1 อายุที่มากขึ้น
2.2 น้ำหนักตัวมาก เช่น เป็นโรคอ้วน
2.3 การใช้งานข้อเข่าที่มาก และเกิดอาการเจ็บเข่า
2.4 ประวัติเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่าอย่างรุนแรง เช่น กระดูกหักเข้าข้อ เอ็นข้อเข่าฉีกขาด แหวนรองข้อฉีดขาด
2.5 ประวัติเคยติดเชื้อในข้อเข่า
2.6 โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือ เกาต์
2.7 เพศ จากการศึกษาพบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย
2.8 พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นข้อเข่าเสื่อม มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น มักจะมีลักษณะที่มีความเสื่อมของข้อทั่วตัวเช่น มือ นิ้ว กระดูกสันหลัง เข่า เป็นต้น

3. ข้อเข่าเสื่อมเกิดในคนอายุน้อยได้หรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี และอาการเจ็บเข่า สามารถเกิดได้ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่จากอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณข้อเข่ามาก่อนส่งผลให้แนวแกนรับน้ำหนักข้อเข่าผิดปกติไป มีกระดูกอ่อนข้อเข่าบาดเจ็บ และเกิดอาการ เจ็บเข่า มีโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ ทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายตั้งแต่อายุน้อย หรือเป็นโรคกระดูกตายบริเวณข้อเข่า (osteonecrosis) ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อย

4. เวลาเดิน ลุก หรือนั่งแล้วเจ็บเข่า ควรทำอย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาอาการปวดเข่า เวลาเดิน นั่งกับพื้น หรือลุกจากนั่ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย ในกรณีที่อาการไม่มาก การปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น นั่งกับเก้าอี้แทนการนั่งกับพื้น การใช้แขนช่วยยันตัวขึ้นตอนลุกจากนั่ง หรือการใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน รวมถึงการบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บเข่าได้ แต่ในกรณีที่มีอาการมาก หรือปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วอาการปวดไม่บรรเทา แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาและคำแนะนำต่อไป

5. ข้อเข่าเสื่อมแล้วออกกำลังกายได้หรือไม่?

การออกกำลังกายเป็นคำแนะนำให้ควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่สร้างภาระให้กับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการกระโดด กระแทก การบิดเข่า เป็นต้น สำหรับการออกกำลังกายในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำ จะช่วยให้ข้อเข่ารับภาระน้อยลง มีการฝึกการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้ดี รวมถึงการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานนั้นสามารถทำได้ การบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยไม่ใช้น้ำหนักต้าน เช่น การนั่งเกร็งต้นขาและยกปลายเท้าขึ้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้
ผู้ที่มีอาการเจ็บบริเวณข้อเข่าด้านหน้า ซึ่งมีความเสื่อมของข้อสะบ้า ให้หลีกเลี่ยงการลุกนั่ง การก้าวขึ้นที่สูง การออกแรงเหยียดเข่าโดยมีแรงต้าน เป็นต้น เพราะจะทำให้เจ็บและมีการเสื่อมมากขึ้น

6. การฉีดยาน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าช่วยรักษาได้อย่างไร และช่วยรักษาอาการได้นานแค่ไหน?

ถ้าเปรียบข้อเข่าเหมือนกระบอกสูบรถยนต์ที่จะทำงานได้ดีเมื่อมีน้ำมันหล่อลื่น ในคนปกติจะมีเนื้อเยื่อรอบหัวเข่าผลิตสารหล่อลื่นช่วยในการเคลื่อนไหวในข้อเข่า เมื่อมีอาการข้อเข่าเสื่อมน้ำมันหล่อลื่นในข้อเข่ามีการเปลี่ยนสภาพไป ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม รวมถึงอาจมีปริมาณน้อยกว่าเดิมในผู้ป่วยบางคน จากการศึกษา (meta-analysis) พบว่าการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียมสามารถช่วยลดอาการปวด และเพิ่มการเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ในผู้ป่วยบางคนเท่านั้น โดยจะช่วยรักษาอาการได้ประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่วย

7. พฤติกรรมอะไรบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อม?

การใช้งานข้อเข่าที่รุนแรงหรือในท่าผิดปกติ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น การวิ่งมาราธอน การทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องนั่งยองหรือคุกเข่านานๆ สามารถส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อมและเจ็บเข่าได้ในอนาคต

8. ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งความรุนแรงทางภาพเอกซเรย์ได้ 4 ระดับ ซึ่งความรุนแรงระดับที่ 3 หรือ 4 เป็นระดับที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด อย่างไรก็ตามการจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัดยังต้องพิจารณาร่วมกับกับอาการปวด และคุณภาพชีวิตในด้านการยืน เดิน ของผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษาทุกคน

9. การป้องกันข้อเข่าเสื่อมควรทำอย่างไร?

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมคือ อายุที่มากขึ้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าที่รุนแรง ติดต่อกันระยะเวลานาน และออกกำลังกายบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง

ข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

เมื่อพูดถึงข้อสะโพก หลายคนอาจไม่คุ้นเคยและไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไร ข้อสะโพกเป็นข้อหนึ่งในร่างกายที่ต้องรับน้ำหนักของตัวเรามากที่สุด เป็นรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกต้นขา ทำหน้าที่งอและเหยียดเวลาเดิน วิ่ง นั่ง นอน

โรคข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร “โรคข้อสะโพกเสื่อม” เป็นรูปแบบของข้ออักเสบที่เกิดจากกระดูกอ่อนที่คลุมพื้นผิวของข้อเสื่อมสลายไป จนทำให้เกิดการปวดและข้อติดขัด อาจมีอาการรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นลงบันได การแต่งตัว หรือแม้แต่การนอนหลับ

อาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

การสังเกตอาการเพื่อดูว่าตนเองมีอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เบื้องต้นจะมีอาการปวด มีการติดขัดเวลาเคลื่อนไหว
  • สำหรับผู้ที่เป็นมาสักระยะจะมีอาการปวดสะโพกเรื้อรังทั้งในขณะขยับตัวและตอนนอนหลับ รู้สึกตึงเมื่อลุกนั่งเจ็บเวลาเดินลงน้ำหนัก และขึ้นลงบันไดไม่สะดวก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หลายคนคิดว่าโรคข้อสะโพกเสื่อมมักเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วโรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย ซึ่งสาเหตุของโรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

  1. พันธุกรรม
  2. อายุ
  3. การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวกระดูกต้นขา
  4. การติดเชื้อ
  5. การบาดเจ็บบริเวณข้อสะโพก
  6. ความผิดปกติของข้อสะโพก

วิธีการรักษาผู้ที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เริ่มจากการตรวจซักประวัติอย่างละเอียดว่ามีการปวดสะโพก อาการติดขัดบริเวณสะโพกอย่างไรบ้าง
  • หลังจากนั้นจึงตรวจโดยวิธีการเอกซเรย์ หากยังไม่ได้ผลที่ชัดเจนจะใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติมโดยเครื่อง MRI Scan ช่วยในการวินิจฉัยให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด เริ่มจากพักการใช้งานสะโพก การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัดบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และการรับประทานยาแก้ปวด

  • ตามอาการ ส่วนใหญ่ถ้าสะโพกมีความเสื่อมไม่มาก คนไข้ก็จะมีอาการดีขึ้นได้รวดเร็ว
    การรักษาโดยวิธีผ่าตัด โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในกรณีที่คนไข้มีภาวะความเสื่อมมาก ข้อสะโพกผิดรูป และมีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการ
  • ดำเนินชีวิต เช่น เดินไม่ได้ หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ

“ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะเป็นวิธี Minimal Invasive Surgery ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก และไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อมาก ทำให้เจ็บปวดน้อยลงเสียเลือดน้อยกว่าสมัยก่อน ช่วยให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วขึ้น ในผู้ป่วยเกือบทุกรายสามารถลุกเดินได้วันรุ่งขึ้นหลังจากการผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม”

เคล็ดลับดูแลตัวเอง ที่คุณต้องลอง

การมีสุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้ หากอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องเริ่มต้นอย่างถูกวิธี มีอะไรบ้าง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์
เปลี่ยนเมนูเดิมๆที่แสนจะน่าเบื่อของคุณด้วยการเพิ่มโปรตีนดีๆอย่างเนื้อปลา ไม่ว่าจะเป็น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เพราะนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อทุกเพศทุกวัย

2. ดื่มน้ำให้มากเพื่อสุขภาพที่ดี
เพราะในร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบที่มากถึง 55-75 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัวเลยทีเดียว การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำแล้วยังส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย การไหลเวียนโลหิต รวมถึงการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว การดื่มน้ำที่ดีควรเริ่มต้นที่ 8-12 แก้วต่อวัน หรือหากจะให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้นควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันล่ะ 2 ลิตร

3. ทานผักผลไม้ให้ได้หลากหลายสี
เพราะในผักและผลไม้บางชนิดบางสี จะให้คุณค่าสารอาหารแก่ร่างกายที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น สีแดงจากมะเขือเทศ แตงโม, สีส้มจากแครอท ส้ม, สีเขียวได้จากผักคะน้า เป็นต้น การเลือกทานผลไม้ที่หลากหลายนอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันแล้วยังช่วยให้การรับประทานไม่น่าเบื่ออีกด้วย

4. กินให้เป็น
ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน และหันมาทานอาหารประเภท ต้ม นึ่ง อบ ย่าง จะดีที่สุด

5. กินมื้อเช้าช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม
การรับประทานอาหารเช้านอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ยังช่วยต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะในตอนเช้าเลือดในร่างกายของเราจะแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงซึ่งก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม

6. เลี่ยง หวาน เค็ม
อาหารที่มีรสเค็มจัดหรือหวานจัดนั้น นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต เป็นต้น

7. งดการดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันสูง โรคตับแข็ง

8. ลดละเลิก สูบบุหรี่

หลายคนมักมีข้ออ้างของการสูบบุหรี่ว่าช่วยคลายเครียด ผ่อนคลายสมอง แต่แท้ที่จริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการสูบบุหรี่ใน 1 มวน ทำให้อายุสั้นลง 7 นาที และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ ไม่เพียงเท่านี้ยังทำร้ายคนรอบข้างตัวของคุณอีกด้วย ดังนั้นยิ่งลดหรือเลิกสูบเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีต่อตัวคุณเท่านั้น

9. หาเวลาผ่อนคลาย

ทุกวันนี้ ชีวิตในแต่ละวันของเรามักจะเจอแต่ความวุ่นวาย ความเครียดและความกดดันจากสิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้นเราควรหาเวลาเพื่อผ่อนคลายความเครียดลงบ้างด้วยการทำสมาธิ หรือการออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะ หยุดคิดเรื่องต่างๆลงบ้าง ปล่อยความวุ่นวายทั้งหมดออกไป

10. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนเป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าความเครียดต่างๆได้แล้ว ยังดีต่ออวัยวะภายในร่างกายของเราอีกด้วย เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายของเราก็จะสดชื่น สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยจดจำรายละเอียด และอย่างอื่นได้ดีขึ้นตามลำดับ

11. ปล่อยวางซะบ้าง
หลายๆคนมักจะทุ่มเทกับการทำงานเป็นอย่างมาก บางคนถึงกับหอบงานมาทำที่บ้านด้วยก็มี ซึ่งหากทำแบบนี้นานวันเข้าร่างกายของเราก็จะเกิดความเครียดและบั่นทอนสุขภาพลงในที่สุด และยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย ดังนั้น คุณควรจัดสรรเวลาให้ดี เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็ควรหยุดพักซะบ้าง พรุ่งนี้ค่อยทำก็ไม่สาย

12. ใส่ใจกับน้ำหนักอย่าให้เกิน
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้

13. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง การเดิน การเต้นแอโรบิก นอกจากจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยบริหารปอด ทำให้หัวใจสูบฉีดดีขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนเลือด รวมถึงระบบต่างๆของร่างกายดีขึ้นได้อีกด้วย เมื่อภูมิต้านทานในร่างกายของเราดีขึ้น โรคภัยก็จะไม่ถามหา

14. หลีกเลี่ยงแสงแดด
แสงแดดเป็นตัวการทำร้ายผิวของเราได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าตัวคุณเองยังคาดไม่ถึงเช่นกันค่ะ ดังนั้น หากคุณไม่อยากเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ จุดด่าง ควรจะหลีกหนีให้ไกลจากแดดตัวร้ายไว้เลยด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ สวมเสื้อแขนยาว พกร่มติดตัวไว้ก็ดีนะคะ

15. ขยับตัวอยู่บ่อยๆ
การเคลื่อนไหว ขยับเขยื้อนตัวอยู่เสมอๆ นอกจากจะช่วยคลายอาการท้องผูกแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดีกว่าคนไม่ออกกำลังกายเลย

16. หายใจเข้าลึกๆ
การหายใจเข้าลึกๆจะช่วยให้ปอดขยายมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ หลายๆคนมักจะไม่ค่อยสังเกตว่า ในทุกๆวันเรามักจะหายใจสั้นๆเนื่องจากสภาพอากาศ หรือที่ทำงานมีขนาดเล็กหรือทึบเกินไป ดังนั้น ลองมาหายใจเข้าลึกๆกันดูสิอย่างน้อยค่อยๆฝึกวันล่ะ 10 ครั้ง หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ แบบถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการหายใจที่ถูกวิธี

17. หมั่นตรวจเช็คสุขภาพบ้าง
หลายๆคนมักจะยุ่งวุ่นวายกับการทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยที่ไม่ได้ใส่ใจต่อสุขภาพของตัวเองมากนัก ทำให้มักจะเกิดอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด ปวดเมื่อยร่างกายต่างๆ ทางที่ดีที่สุดควรจะหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน