9 ข้อสงสัยเกี่ยวกับเข่าเสื่อม

1. อาการอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม?

คนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และ เจ็บเข่า มักจะมีอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจจะมีบางอาการ หรือมีทุกอาการได้ เช่น ปวดเข่า เจ็บเข่า ข้อเข่าฝืดหรือติดขัด ได้ยินเสียงดังในเข่า เข่าบวม รู้สึกขาไม่มีกำลังหรือเข่าอ่อน โดยอาการที่มาพบแพทย์บ่อยที่สุดคืออาการปวดเข่า อาจจะปวดเวลาขึ้น-ลงทางชันหรือบันได ปวดเวลานั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ ขัดสมาธิหรือคุกเข่า ปวดเวลาเดินบนพื้นราบ

2. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม?

สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นประกอบด้วยหลายสาเหตุรวมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว ได้แก่

2.1 อายุที่มากขึ้น
2.2 น้ำหนักตัวมาก เช่น เป็นโรคอ้วน
2.3 การใช้งานข้อเข่าที่มาก และเกิดอาการเจ็บเข่า
2.4 ประวัติเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่าอย่างรุนแรง เช่น กระดูกหักเข้าข้อ เอ็นข้อเข่าฉีกขาด แหวนรองข้อฉีดขาด
2.5 ประวัติเคยติดเชื้อในข้อเข่า
2.6 โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือ เกาต์
2.7 เพศ จากการศึกษาพบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย
2.8 พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นข้อเข่าเสื่อม มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น มักจะมีลักษณะที่มีความเสื่อมของข้อทั่วตัวเช่น มือ นิ้ว กระดูกสันหลัง เข่า เป็นต้น

3. ข้อเข่าเสื่อมเกิดในคนอายุน้อยได้หรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี และอาการเจ็บเข่า สามารถเกิดได้ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่จากอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณข้อเข่ามาก่อนส่งผลให้แนวแกนรับน้ำหนักข้อเข่าผิดปกติไป มีกระดูกอ่อนข้อเข่าบาดเจ็บ และเกิดอาการ เจ็บเข่า มีโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ ทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายตั้งแต่อายุน้อย หรือเป็นโรคกระดูกตายบริเวณข้อเข่า (osteonecrosis) ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อย

4. เวลาเดิน ลุก หรือนั่งแล้วเจ็บเข่า ควรทำอย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาอาการปวดเข่า เวลาเดิน นั่งกับพื้น หรือลุกจากนั่ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย ในกรณีที่อาการไม่มาก การปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น นั่งกับเก้าอี้แทนการนั่งกับพื้น การใช้แขนช่วยยันตัวขึ้นตอนลุกจากนั่ง หรือการใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน รวมถึงการบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บเข่าได้ แต่ในกรณีที่มีอาการมาก หรือปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วอาการปวดไม่บรรเทา แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาและคำแนะนำต่อไป

5. ข้อเข่าเสื่อมแล้วออกกำลังกายได้หรือไม่?

การออกกำลังกายเป็นคำแนะนำให้ควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่สร้างภาระให้กับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการกระโดด กระแทก การบิดเข่า เป็นต้น สำหรับการออกกำลังกายในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำ จะช่วยให้ข้อเข่ารับภาระน้อยลง มีการฝึกการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้ดี รวมถึงการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานนั้นสามารถทำได้ การบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยไม่ใช้น้ำหนักต้าน เช่น การนั่งเกร็งต้นขาและยกปลายเท้าขึ้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้
ผู้ที่มีอาการเจ็บบริเวณข้อเข่าด้านหน้า ซึ่งมีความเสื่อมของข้อสะบ้า ให้หลีกเลี่ยงการลุกนั่ง การก้าวขึ้นที่สูง การออกแรงเหยียดเข่าโดยมีแรงต้าน เป็นต้น เพราะจะทำให้เจ็บและมีการเสื่อมมากขึ้น

6. การฉีดยาน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าช่วยรักษาได้อย่างไร และช่วยรักษาอาการได้นานแค่ไหน?

ถ้าเปรียบข้อเข่าเหมือนกระบอกสูบรถยนต์ที่จะทำงานได้ดีเมื่อมีน้ำมันหล่อลื่น ในคนปกติจะมีเนื้อเยื่อรอบหัวเข่าผลิตสารหล่อลื่นช่วยในการเคลื่อนไหวในข้อเข่า เมื่อมีอาการข้อเข่าเสื่อมน้ำมันหล่อลื่นในข้อเข่ามีการเปลี่ยนสภาพไป ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม รวมถึงอาจมีปริมาณน้อยกว่าเดิมในผู้ป่วยบางคน จากการศึกษา (meta-analysis) พบว่าการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียมสามารถช่วยลดอาการปวด และเพิ่มการเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ในผู้ป่วยบางคนเท่านั้น โดยจะช่วยรักษาอาการได้ประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่วย

7. พฤติกรรมอะไรบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อม?

การใช้งานข้อเข่าที่รุนแรงหรือในท่าผิดปกติ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น การวิ่งมาราธอน การทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องนั่งยองหรือคุกเข่านานๆ สามารถส่งเสริมให้เกิดข้อเข่าเสื่อมและเจ็บเข่าได้ในอนาคต

8. ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งความรุนแรงทางภาพเอกซเรย์ได้ 4 ระดับ ซึ่งความรุนแรงระดับที่ 3 หรือ 4 เป็นระดับที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด อย่างไรก็ตามการจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัดยังต้องพิจารณาร่วมกับกับอาการปวด และคุณภาพชีวิตในด้านการยืน เดิน ของผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษาทุกคน

9. การป้องกันข้อเข่าเสื่อมควรทำอย่างไร?

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมคือ อายุที่มากขึ้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการปรับเปลี่ยนท่าทางและพฤติกรรม เช่น รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าที่รุนแรง ติดต่อกันระยะเวลานาน และออกกำลังกายบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง

ข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

เมื่อพูดถึงข้อสะโพก หลายคนอาจไม่คุ้นเคยและไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไร ข้อสะโพกเป็นข้อหนึ่งในร่างกายที่ต้องรับน้ำหนักของตัวเรามากที่สุด เป็นรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกต้นขา ทำหน้าที่งอและเหยียดเวลาเดิน วิ่ง นั่ง นอน

โรคข้อสะโพกเสื่อม คืออะไร “โรคข้อสะโพกเสื่อม” เป็นรูปแบบของข้ออักเสบที่เกิดจากกระดูกอ่อนที่คลุมพื้นผิวของข้อเสื่อมสลายไป จนทำให้เกิดการปวดและข้อติดขัด อาจมีอาการรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นลงบันได การแต่งตัว หรือแม้แต่การนอนหลับ

อาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

การสังเกตอาการเพื่อดูว่าตนเองมีอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เบื้องต้นจะมีอาการปวด มีการติดขัดเวลาเคลื่อนไหว
  • สำหรับผู้ที่เป็นมาสักระยะจะมีอาการปวดสะโพกเรื้อรังทั้งในขณะขยับตัวและตอนนอนหลับ รู้สึกตึงเมื่อลุกนั่งเจ็บเวลาเดินลงน้ำหนัก และขึ้นลงบันไดไม่สะดวก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หลายคนคิดว่าโรคข้อสะโพกเสื่อมมักเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วโรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย ซึ่งสาเหตุของโรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

  1. พันธุกรรม
  2. อายุ
  3. การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวกระดูกต้นขา
  4. การติดเชื้อ
  5. การบาดเจ็บบริเวณข้อสะโพก
  6. ความผิดปกติของข้อสะโพก

วิธีการรักษาผู้ที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม

  • เริ่มจากการตรวจซักประวัติอย่างละเอียดว่ามีการปวดสะโพก อาการติดขัดบริเวณสะโพกอย่างไรบ้าง
  • หลังจากนั้นจึงตรวจโดยวิธีการเอกซเรย์ หากยังไม่ได้ผลที่ชัดเจนจะใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติมโดยเครื่อง MRI Scan ช่วยในการวินิจฉัยให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด เริ่มจากพักการใช้งานสะโพก การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัดบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และการรับประทานยาแก้ปวด

  • ตามอาการ ส่วนใหญ่ถ้าสะโพกมีความเสื่อมไม่มาก คนไข้ก็จะมีอาการดีขึ้นได้รวดเร็ว
    การรักษาโดยวิธีผ่าตัด โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในกรณีที่คนไข้มีภาวะความเสื่อมมาก ข้อสะโพกผิดรูป และมีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการ
  • ดำเนินชีวิต เช่น เดินไม่ได้ หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ

“ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะเป็นวิธี Minimal Invasive Surgery ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก และไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อมาก ทำให้เจ็บปวดน้อยลงเสียเลือดน้อยกว่าสมัยก่อน ช่วยให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วขึ้น ในผู้ป่วยเกือบทุกรายสามารถลุกเดินได้วันรุ่งขึ้นหลังจากการผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม”

เคล็ดลับดูแลตัวเอง ที่คุณต้องลอง

การมีสุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้ หากอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องเริ่มต้นอย่างถูกวิธี มีอะไรบ้าง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์
เปลี่ยนเมนูเดิมๆที่แสนจะน่าเบื่อของคุณด้วยการเพิ่มโปรตีนดีๆอย่างเนื้อปลา ไม่ว่าจะเป็น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เพราะนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อทุกเพศทุกวัย

2. ดื่มน้ำให้มากเพื่อสุขภาพที่ดี
เพราะในร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบที่มากถึง 55-75 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัวเลยทีเดียว การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำแล้วยังส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย การไหลเวียนโลหิต รวมถึงการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว การดื่มน้ำที่ดีควรเริ่มต้นที่ 8-12 แก้วต่อวัน หรือหากจะให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้นควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันล่ะ 2 ลิตร

3. ทานผักผลไม้ให้ได้หลากหลายสี
เพราะในผักและผลไม้บางชนิดบางสี จะให้คุณค่าสารอาหารแก่ร่างกายที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น สีแดงจากมะเขือเทศ แตงโม, สีส้มจากแครอท ส้ม, สีเขียวได้จากผักคะน้า เป็นต้น การเลือกทานผลไม้ที่หลากหลายนอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันแล้วยังช่วยให้การรับประทานไม่น่าเบื่ออีกด้วย

4. กินให้เป็น
ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน และหันมาทานอาหารประเภท ต้ม นึ่ง อบ ย่าง จะดีที่สุด

5. กินมื้อเช้าช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม
การรับประทานอาหารเช้านอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ยังช่วยต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะในตอนเช้าเลือดในร่างกายของเราจะแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงซึ่งก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม

6. เลี่ยง หวาน เค็ม
อาหารที่มีรสเค็มจัดหรือหวานจัดนั้น นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต เป็นต้น

7. งดการดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันสูง โรคตับแข็ง

8. ลดละเลิก สูบบุหรี่

หลายคนมักมีข้ออ้างของการสูบบุหรี่ว่าช่วยคลายเครียด ผ่อนคลายสมอง แต่แท้ที่จริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการสูบบุหรี่ใน 1 มวน ทำให้อายุสั้นลง 7 นาที และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ ไม่เพียงเท่านี้ยังทำร้ายคนรอบข้างตัวของคุณอีกด้วย ดังนั้นยิ่งลดหรือเลิกสูบเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีต่อตัวคุณเท่านั้น

9. หาเวลาผ่อนคลาย

ทุกวันนี้ ชีวิตในแต่ละวันของเรามักจะเจอแต่ความวุ่นวาย ความเครียดและความกดดันจากสิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้นเราควรหาเวลาเพื่อผ่อนคลายความเครียดลงบ้างด้วยการทำสมาธิ หรือการออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะ หยุดคิดเรื่องต่างๆลงบ้าง ปล่อยความวุ่นวายทั้งหมดออกไป

10. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนเป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าความเครียดต่างๆได้แล้ว ยังดีต่ออวัยวะภายในร่างกายของเราอีกด้วย เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายของเราก็จะสดชื่น สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยจดจำรายละเอียด และอย่างอื่นได้ดีขึ้นตามลำดับ

11. ปล่อยวางซะบ้าง
หลายๆคนมักจะทุ่มเทกับการทำงานเป็นอย่างมาก บางคนถึงกับหอบงานมาทำที่บ้านด้วยก็มี ซึ่งหากทำแบบนี้นานวันเข้าร่างกายของเราก็จะเกิดความเครียดและบั่นทอนสุขภาพลงในที่สุด และยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย ดังนั้น คุณควรจัดสรรเวลาให้ดี เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็ควรหยุดพักซะบ้าง พรุ่งนี้ค่อยทำก็ไม่สาย

12. ใส่ใจกับน้ำหนักอย่าให้เกิน
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้

13. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง การเดิน การเต้นแอโรบิก นอกจากจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยบริหารปอด ทำให้หัวใจสูบฉีดดีขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนเลือด รวมถึงระบบต่างๆของร่างกายดีขึ้นได้อีกด้วย เมื่อภูมิต้านทานในร่างกายของเราดีขึ้น โรคภัยก็จะไม่ถามหา

14. หลีกเลี่ยงแสงแดด
แสงแดดเป็นตัวการทำร้ายผิวของเราได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าตัวคุณเองยังคาดไม่ถึงเช่นกันค่ะ ดังนั้น หากคุณไม่อยากเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ จุดด่าง ควรจะหลีกหนีให้ไกลจากแดดตัวร้ายไว้เลยด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ สวมเสื้อแขนยาว พกร่มติดตัวไว้ก็ดีนะคะ

15. ขยับตัวอยู่บ่อยๆ
การเคลื่อนไหว ขยับเขยื้อนตัวอยู่เสมอๆ นอกจากจะช่วยคลายอาการท้องผูกแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดีกว่าคนไม่ออกกำลังกายเลย

16. หายใจเข้าลึกๆ
การหายใจเข้าลึกๆจะช่วยให้ปอดขยายมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ หลายๆคนมักจะไม่ค่อยสังเกตว่า ในทุกๆวันเรามักจะหายใจสั้นๆเนื่องจากสภาพอากาศ หรือที่ทำงานมีขนาดเล็กหรือทึบเกินไป ดังนั้น ลองมาหายใจเข้าลึกๆกันดูสิอย่างน้อยค่อยๆฝึกวันล่ะ 10 ครั้ง หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ แบบถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการหายใจที่ถูกวิธี

17. หมั่นตรวจเช็คสุขภาพบ้าง
หลายๆคนมักจะยุ่งวุ่นวายกับการทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยที่ไม่ได้ใส่ใจต่อสุขภาพของตัวเองมากนัก ทำให้มักจะเกิดอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด ปวดเมื่อยร่างกายต่างๆ ทางที่ดีที่สุดควรจะหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน